วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

[รวมมิตรเฉพาะกิจ] ประวัติกางเกงใน เครื่องแต่งกายขั้นพื้นฐาน ตอนแรก (History of underwear 1)

ห่ะบัตยูวววว....


เนื้อหาของเอนทรีนี้เป็นการต่อยอดเรื่องราวของ "เครื่องแต่งกายขั้นพื้นฐาน" ที่ทุกคนจะต้องเคยสวมใส่ในทุกยุคทุกสมัย แต่ก็เอะใจอยู่ว่าเนื้อหาแบบนี้อาจจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ดูละเอียดอ่อน รวมถึงภาพประกอบที่นำมาใช้ แนะนำว่าดูเป็นความรู้พร้อมกับครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญไปก่อนก็ได้ หรือถ้าอายุเยอะแล้วก็ไม่ว่ากัน

ถ้าจะให้พูดถึง "เครื่องแต่งกายขั้นพื้นฐาน" ที่อยู่ด้านในสุด มีหน้าที่และภาระที่ต้องเจอหนักสุด ก็คงหนีไม่พ้น "ชุดชั้นใน" (lingerie) และ "กางเกงใน" (underwear / underclothing / undergarments) ซึ่งยังคงจุดประสงค์สำคัญก็คือ การปกปิดจุดซ้อนเร้นสำคัญ นับมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่ยังไม่ความรู้เรื่องการเย็บปักถักร้อยมากนัก หรือยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์ที่ยังต้องหาใบไม้ กิ่งไม้มาปกปิด ไม่ก็สร้างเครื่องมือง่าย ๆ เพื่อนำใช้ในการล่าสัตว์ แล่เอาเนื้อหนังมาทำแบบดิบ ๆ กระทั่งเริ่มมีความรู้เรื่องการผลิตตามกาลยุคสมัย จนวิวัฒนาการมาเป็นแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปนี่แหละ

หมายเหตุ : หัวข้อไหนที่ไม่มีรูปภาพประกอบ ก็ต้องขออภัยที่หาแหล่งต้นฉบับอ้างอิงไม่ได้ หรือถ้าจัดหามาได้แล้ว จะรีบดำเนินการเพิ่มเติมให้ในภายหลัง

-------------------

ชุดชั้นใน / กางเกงใน มีวิวัฒนาการอย่างไร??

ก่อนอื่นเลยก็คือ "ชุดชั้นใน" (lingerie) และ "กางเกงใน" (underwear / underclothing / undergarments) นั้นมันเริ่มต้นจากเครื่องแต่งกายที่เรียกตนเองว่า ผ้าเตี่ยว (Loincloth, ลอว์น-โค้ท) ซึ่งแนะนำให้ไปดูเอนทรีทั้ง 4 ตอนที่ทำเอาไว้ก่อนหน้านี้

[รวมมิตรเฉพาะกิจ] ตามรอยตำนานผ้าเตี่ยว ตอนแรก (Lore of loincloth 1)
[รวมมิตรเฉพาะกิจ] ตามรอยตำนานผ้าเตี่ยว ตอนที่สอง (Lore of loincloth 2)
[รวมมิตรเฉพาะกิจ] ตามรอยตำนานผ้าเตี่ยว ตอนที่สาม (Lore of loincloth 3)
[รวมมิตรเฉพาะกิจ] ตามรอยตำนานผ้าเตี่ยว ตอนจบ (Lore of loincloth 4)

โดยสรุปคือ "ชุดชั้นใน" และ "กางเกงใน" นั้นเป็นการต่อยอดมาจากผ้าเตี่ยว ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายที่สัมผัสอยู่กับร่างกาย หรือจุดซ่อนเร้นตามเพศสภาพได้ใกล้ที่สุด เว้นแต่ว่าในยุคก่อนคริสต์ศักราช ทั้งผู้ชาย และผู้หญิงจะไม่ปกปิดหน้าอก นับตั้งแต่อารยธรรมอิยิปต์ อารยธรรมกรีก-โรมัน อารยธรรมเปอร์เซีย เป็นต้น ที่มนุษย์เริ่มรู้จักกับวัสดุเส้นใย ทั้งที่ทำจากพืชอย่าง ลินิน (linen) และ/หรือ ทำจากขนสัตว์บางชนิดอย่าง วูล (wool) นั่นเพราะมีคุณสมบัติในการระบายความร้อน ทำให้สวมใส่แล้วสบาย โดยนำมาผ่านการจัดเรียงด้วยการถักทอให้เป็นผืนผ้าดิบ แล้วจึงนำไปใช้ในการตัดเย็บขึ้นรูปอีกที ตรงนี้แหละคือจุดที่ผ้าเตี่ยวได้วิวัฒนาการมาเป็น "ชุดชั้นใน" และ "กางเกงใน" พัฒนาต่อยอดเป็นเครื่องแต่งกายชนิดอื่น ๆ แถมส่งต่อวิธีการผลิตไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ผ่านการค้าขายระหว่างทวีปทุกช่องทาง

ที่จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดสำหรับ "ชุดชั้นใน" และ "กางเกงใน" ยุคแรกนั้นมาจาก อารยธรรมกรีก-โรมัน โดยปรากฎการสวมใส่ ซูบริกาคูลูม (Subligaculum) และสโตรเฟียม (Strophium) ซึ่งก็มีความใกล้เคียงมากที่สุด กระทั่งรูปแบบเครื่องแต่งกายแบบนี้ได้แพร่หลายไปยังภาคพื้นยุโรปในยุคกลาง หรือยุคเรเนสซองส์ ซึ่งทำให้รูปแบบเปลี่ยนไป ทั้งในด้านการปกปิดที่มิดชิดมากขึ้น มีลวดลายเฉพาะ และรวมไปถึงวัสดุเนื้อผ้า ส่วนหนึ่งก็เพื่อหวังผลในการป้องกันโรคติดต่อที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ แถมมี codpiece ที่เน้นสวมครอบอวัยวะเพศชาย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บในช่วงเวลาการทำสงครามด้วย จนเป็นที่มาของ "กระจับ" สำหรับใช้ในแวดวงกีฬาเฉพาะทาง เช่น ศิลปะป้องกันตัว

ข้ามมาที่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ราว ๆ ศตวรรษที่ 18 ยุคที่วิทยาศาสตร์ถูกนำมาใช้กันจริง ๆ จัง ๆ เพื่อมาแทนที่ภูมิปัญญายุคเก่า ทำให้เกิดระบบการผลิตในจำนวนมาก ๆ และเริ่มมีการออกแบบเครื่องแต่งกายให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เนื้อผ้ามัสลิน (muslin) เนื้อผ้าเรยอน (rayon) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีกว่าเนื้อผ้าแบบเดิมที่ระบายอากาศได้ดี แต่ใส่แล้วกลับรู้สึกไม่สบายตัว มาถึงตอนนี้รูปทรงของ "ชุดชั้นใน" และ "กางเกงใน" จะมีเอกลักษณ์ประจำตัวชัดเจน แบ่งแยกได้หลากหลายทั้งฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง จากนั้นก็จะเริ่มมี "ชุดว่ายน้ำ" เกิดขึ้นมาด้วยในยุคดังกล่าว และตั้งแต่ปี 1970 ขึ้นไป ก็จะเป็นยุคที่เน้นในด้านแฟชั่นมากขึ้น รวมถึงเปลี่ยนมาเป็นวัสดุเนื้อผ้าที่ยืดหยุ่นได้สูง ทนทานกว่าเดิมจนถึงทุกวันนี้

วัตถุประสงค์หลักของชุดชั้นใน / กางเกงใน

นอกจากการปกปิด รักษารูปทรงของร่างกายแล้ว เครื่องแต่งกายรูปแบบนี้ยังมีคุณสมบัติที่ออกแบบมาให้รับภาระอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้สวมใส่ด้วย

- ป้องกันภาวะ "ไส้เลื่อน" (hernia) ได้ในระดับหนึ่ง

- ป้องกันไม่ให้อวัยวะเพศเกิดการติดเชื้อ หากผ่านการรักษา-ศัลยกรรมทางการแพทย์เฉพาะด้านใด ๆ มาก่อน

- ป้องกันของเหลวจากร่างกายไหลออกมาเลอะเครื่องแต่งกายชิ้นอื่น ๆ ได้ในระดับหนึ่ง เมื่อเกิดภาวะปัสสาวะเล็ด (urinary incontinence) หรือมีประจำเดือน (menstruation / period) สำหรับฝ่ายหญิง

มีวัสดุอะไรบ้างที่นำมาทำชุดชั้นใน / กางเกงใน??

- ลินิน (linen) เกิดจากการนำเส้นใยของพืชล้มลุกมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งเดิมมีที่มาจากต้นแฟลกซ์ (flax plant) โดยนำมาปั่นเป็นเส้นแล้วเข้ากระบวนการถักทอเป็นผืนผ้าดิบ มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี แต่ผิวสัมผัสมีความหยาบกร้าน

- คอตตอน (cotton) เกิดจากการนำส่วนดอกที่มีเส้นใยของพืชตระกูลฝ้ายมาใช้ กรรมวิธีการผลิตก็เหมือนกับการทำผ้าลินิน มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดีเช่นเดียวกัน แต่ดูแลรักษายากมีโอกาสเกิดเชื้อราได้ง่าย

- วูล (wool) เกิดจากการนำเส้นใยจากขนสัตว์จำพวกแกะ แพะ หรืออูฐ โดยนำมาปั่นเป็นเส้นแล้วเข้ากระบวนการถักทอเป็นผืนผ้าดิบ มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี ยับยาก แต่ผิวสัมผัสมีความหยาบกร้านเหมือนผ้าลินิน

- มัสลิน (muslin) เป็นการต่อยอดจากเนื้อผ้าฝ้าย โดยการนำข้อดีของเนี้อผ้าดังกล่าวนี้มาปรับใช้ เลยทำให้มีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือ แห้งได้ไวหลังจากการซักแล้วตากไว้เฉย ๆ

- เรยอน (rayon) เนื้อผ้าสมัยใหม่ที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีเพียงกึ่งหนึ่ง โดยการประยุกต์เอาเนื้อผ้าฝ้ายมาผสมรวมกันด้วย ทำให้ได้คุณสมบัติเพิ่มเติมจากเดิมใส่สบายอยู่แล้ว ยิ่งรู้สึกสบายมากขึ้นไปอีก แต่มีข้อด้อยคือทนความร้อนสูงไม้ได้หากนำไปอบให้แห้ง หรือ ใช้เตารีด

- โพลีเอสเตอร์ (Polyester) เนื้อผ้าสมัยใหม่ที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีเต็มรูปแบบ โดยผลิตมาจาก polyethylene terephthalate (PET) ซึ่งเป็นวัสดุจำพวกพลาสติกปิโตรเคมียืดหยุ่นสูง เริ่มนำมาใช้ในช่วงปี 1950-1960 เนื้อผ้าแบบนี้เลยมีความแข็งแรง ทนทานกว่าเนื้อผ้าชนิดอื่น ๆ รวมถึงสารเคมีบางชนิด

- ไนลอน (nylon) เนื้อผ้าสมัยใหม่ที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีเต็มรูปแบบ โดยผลิตมาจาก Polyamide (PA) ซึ่งเป็นวัสดุจำพวกพลาสติกปิโตรเคมียืดหยุ่นสูง ให้ความนุ่มลื่น มีความแข็งแรง ทนทานต่อการดึง-ยืด และทนต่อสารเคมีเกือบทุกชนิด เนื้อผ้าชนิดนี้นิยมนำไปผลิตชุดว่ายน้ำ รวมถึงชุดกีฬาอีกด้วย

- อีลาสเทน (elastane) เนื้อผ้าสมัยใหม่ที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีเต็มรูปแบบ คือ นำสารสังเคราะห์โพลีอีเทอร์ (Polyether) และ โพลียูเรีย (Polyurea) มาผ่านกระบวนการเฉพาะ แต่มักจะผสมเข้ากับเส้นใยผ้าฝ้าย เส้นใยชนิดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติเข้าไปอีก ให้ความนุ่มลื่น บางเบา มีความแข็งแรง ทนทานต่อการดึง-ยืด ได้มากกว่าเนื้อผ้าใยสังเคราะห์ที่มีอยู้ในปัจจุบัน แต่มีข้อด้อยคือทนความร้อนสูงไม่ได้ ทนสารเคมีบางชนิดก็ไม่ได้ เนื้อผ้าชนิดนี้นิยมนำไปผลิตชุดว่ายน้ำ รวมถึงชุดกีฬา โดยเราจะรู้จักกันในชื่อของ Spandex หรือ Lycra แทน

สำหรับเอนทรีตอนนี้ก็เป็นการเล่าถึงความเป็นมาคร่าว ๆ วิวัฒนาการของวัสดุที่นำมาใช้ในการถักทอ ผลิตมาเป็น "ชุดชั้นใน" และ "กางเกงใน" ให้พอเข้าใจก่อน ตอนต่อไปก็จะเป็นส่วนของการจำแนกชนิด ซึ่งผู้เขียนอาจจะโอนเอนเอียงไปหารูปแบบเครื่องแต่งกายชั้นในของฝั่งฝ่ายชาย มากกว่าฝ่ายหญิง โดยติดตามดูได้ เร็ว ๆ นี้

-------------------

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Underwear (Wikipedia)